สารจากประธานกรรมการบริษัท

เรียน ท่านผู้ถือหุ้นทุกท่าน

สำหรับปี 2564 ที่ผ่านมานั้น ถือว่ายังเป็นอีก 1 ปีที่ทั่วทั้งโลกยังต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งได้สร้างแรงกดดันกับเศรษฐกิจอย่างมากเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว โดยในปี 2564 มีทั้งช่วงที่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้บ้างจากการระดมฉีดวัคซีนในกลุ่มประเทศพัฒนาที่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อน และกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่ได้รับการทยอยฉีดวัคซีนในภายหลัง อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าในปี 2564 COVID-19 ได้มีการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจขึ้นเป็นระลอกๆ ตามนโยบายการรับมือโรค COVID-19 ของแต่ละประเทศ ซึ่งในประเทศไทยเองในช่วงไตรมาสที่สามของปี 2564 การระบาดของสายพันธุ์เดลตาที่แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ส่งผลให้หลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจถูกจำกัดภายใต้มาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มงวดเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีการฉีดวัคซีนภายในประเทศมีความคืบหน้าอย่างมาก โดยมีการฉีดวัคซีนให้กับประชนชนไปกว่า 100 ล้านโดสในช่วงกลางเดือนธันวาคม ทำให้มีการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค และกิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยมีจีดีพี (GDP) ขยายตัวที่ 1.6% ในปี 2564 และสำหรับในปี 2565 จะเห็นได้ว่า ทั่วทั้งโลกและประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจอันมาจากปัจจัยต่างๆ ทั้งแนวโน้มของสภาวะเงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น, การกลายพันธุ์ของ COVID-19, ความขัดแย้งระหว่างประเทศในทวีปยุโรป ที่มีความเสี่ยงจะเกิดเป็นสงครามระดับทวีป หรืออาจจะเป็นสงครามระดับโลก

สำหรับในส่วนของบริษัทจากปัจจัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม และการดำเนินชีวิตอย่างมาก มีความผันผวนและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงยังเป็นเรื่องที่สำคัญ บริษัทจึงได้มีการปรับตัวทั้งในส่วนของธุรกิจและองค์กร

ในส่วนของธุรกิจโดยในปี 2564 นี้ บริษัทยังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามแผนธุรกิจที่ได้วางไว้ควบคู่ไปกับวิสัยทัศน์ขององค์กรคือ “พลังงานสะอาดและยั่งยืนเพื่อทุกคน” โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และ โครงการพลังงานทดแทนรูปแบบอื่นๆ บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นและกิจการของ บริษัท เอ็น15 เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการกำจัดขยะและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงที่นำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ ทดแทนการใช้เชื้อเพลิง fossil ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่จัดอยู่ในกระแสความตื่นตัวของสังคมระดับนานาชาติ โดยถูกจัดให้เป็น 1 ใน Mega Trend ที่สำคัญในประเภท Growing Sustainability หรือการเติบโตอย่างยั่งยืนในมิติของสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาวะโลกร้อน หรือภาวะเรือนกระจกนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของคนทั้งโลก เมื่อผู้คนเกิดความตระหนักในสิ่งนี้ จึงทำให้เกิดกระแสการลดการใช้พลังงานจาก fossil และเพิ่มการใช้งานพลังงานทดแทนอื่นๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เกิดเป็นแนวคิด Circular Bio Economy หรือ Green Supply Chain ดังนั้นธุรกิจของ บริษัท เอ็น15 เทคโนโลยี จำกัด จึงตอบโจทย์ของสังคม และจะสร้างโอกาสในการเติบโตของธุรกิจควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์ในช่วงเวลาของยุคสมัยนี้

ในส่วนของการพัฒนาองค์กรในปี 2564 บริษัทได้ดำเนินการทำ Digitization เป็นผลสำเร็จ และมุ่งหน้าสู่เป้าหมายต่อไปในการทำ Digital Transformation โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเป็นองค์กรดิจิทัล (Digital Organization) ให้สำเร็จเพื่อเตรียมพร้อมรับมือในสภาวะต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้องค์กรสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในทุกสถานการณ์

ในนามตัวแทนของ บริษัท สากล เอนเนอยี จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณท่านผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านเป็นอย่างสูงที่ได้ให้การสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือในการทำงานของบริษัทเป็นอย่างดี

สุดท้ายนี้ บริษัทขอยืนยันและให้ความเชื่อมั่นว่าจะบริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดี และการจัดการที่ดีเพื่อความยั่งยืนของบริษัทอย่างต่อเนื่องตลอดไป และขอถือโอกาสนี้ขอบคุณคณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหาร พนักงาน และบุคลากรเจ้าหน้าที่ของบริษัททุกท่านที่ร่วมมือร่วมใจปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองอย่างดี ช่วยให้บริษัทสามารถผ่านคลื่นวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคมในปี 2564 มาได้ และด้วยความร่วมมือร่วมใจนี้ ผมเชื่อว่าเราจะทำให้องค์กรเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ  ดร.ดิเรก  ลาวัณย์ศิริ
ประธานกรรมการบริษัท